สำเนียงอังกฤษฟิลิปปินส์ เป็นปัญหาไหม

ไม่ว่าจะหาข้อมูลในกลุ่มเฟซบุ๊ก อ่านรีวิวในเว็บบอร์ด หรือถามรุ่นพี่ที่เคยไป สุดท้ายคนไทยที่กำลังมองคอร์สเรียนภาษาอังกฤษที่ฟิลิปปินส์จะเจอประโยคเดียวกันเสมอ — "เรียนที่นั่นเดี๋ยวติดสำเนียงแปลก ๆ นะ" ค่าเรียนก็คุ้ม คลาสตัวต่อตัวก็แน่น บินจากกรุงเทพฯ ไปมะนิลาแค่ราว 3 ชั่วโมงครึ่งแล้วต่อรถขึ้นคลาร์ก แต่หลายคนกลับค้างอยู่ที่ประโยคนี้จนเลื่อนการตัดสินใจออกไปเรื่อย ๆ
บทความนี้ขอตอบด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่ความรู้สึก และขอสรุปให้ตั้งแต่บรรทัดแรกเลยว่า สำเนียงมีอยู่จริง สำหรับผู้เรียนส่วนใหญ่มันไม่ใช่ปัญหา แต่มีบางกลุ่มที่มันเป็นปัญหาจริง ๆ และกลุ่มนั้นแก้ได้ด้วยวิธีที่ชัดเจน
ตั้งหลักก่อน — ที่ฟิลิปปินส์ ภาษาอังกฤษไม่ใช่ "ภาษาต่างประเทศ"
ภาษาอังกฤษเป็น ภาษาราชการ ของฟิลิปปินส์ ห้องเรียนมหาวิทยาลัย เอกสารราชการ ศาล การประชุมในบริษัท ไปจนถึงหน้าหนังสือพิมพ์ ล้วนเดินด้วยภาษาอังกฤษ ประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็น "วิชาหนึ่งในโรงเรียน" กับประเทศที่ใช้มัน เป็นภาษาทำงานในชีวิตประจำวัน มีความหนาของกลุ่มคนที่พร้อมจะเป็นครูต่างกันคนละเรื่อง การที่ธุรกิจรับดูแลลูกค้าให้บริษัทอเมริกัน (BPO) เติบโตที่นี่ก็มาจากเหตุผลเดียวกัน
ความต่างข้อนี้สำคัญ เพราะมันแปลว่าสถาบันภาษาไม่ได้ต้องออกไปไล่ล่า "คนเก่งอังกฤษไม่กี่คนในประเทศ" แต่ คัดคนที่จะมาสอนจากกลุ่มคนที่ใช้ภาษาอังกฤษอยู่ทั้งวันอยู่แล้ว
แล้วมีสำเนียงไหม — มีครับ และภาษาอังกฤษที่ไม่มีสำเนียงนั้นไม่มีอยู่จริง
พูดกันตรง ๆ ภาษาอังกฤษแบบฟิลิปปินส์มีสีสันเฉพาะตัวของมัน แต่นั่นไม่ใช่ "ข้อบกพร่อง" มันคือ ความหลากหลาย (variation) เหมือนที่อังกฤษแบบอินเดีย สิงคโปร์ ออสเตรเลีย หรือสกอตแลนด์ ต่างก็มีสีของตัวเอง และด้วยภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ ภาษาอังกฤษแบบฟิลิปปินส์ ตั้งอยู่บนฐานสำเนียงอเมริกัน ซึ่งเป็นสำเนียงที่หูคนไทยคุ้นเคยที่สุดอยู่แล้วจากตำราเรียนและหนังฮอลลีวูด
ลักษณะที่ถูกพูดถึงบ่อยมีประมาณนี้
| ลักษณะ | คำอธิบาย | ผลต่อการเรียน |
|---|---|---|
| จังหวะแบบนับพยางค์ | ออกเสียงแต่ละพยางค์ค่อนข้างเท่ากัน ต่างจากอเมริกัน–บริติชที่ยืด–ย่อรอบคำเน้น | ผู้เริ่มต้นกลับฟังออกง่ายกว่า |
| /f/–/p/ และ /v/–/b/ | ผู้พูดบางคนออกเสียงสลับกันบ้าง | ขึ้นกับตัวครูแต่ละคน แก้ได้ด้วยวิชาออกเสียง |
| รูปแบบทำนองเสียง | ปลายประโยคขึ้น–ลงต่างจากอเมริกันในบางจังหวะ | แทบไม่กระทบการสื่อความหมาย |
ที่ระดับของคุณ สำเนียงเป็นตัวแปรจริงหรือเปล่า
ตรงนี้คือหัวใจ เพราะผลของสำเนียง ต่างกันสิ้นเชิงตามระดับและเป้าหมายของแต่ละคน
| สถานะตอนนี้ | คอขวดจริง ๆ | ผลของสำเนียง |
|---|---|---|
| ผู้เริ่มต้นที่พูดไม่ออกสักคำ | ปริมาณการพูดน้อยเกินไป | แทบไม่มีผล |
| ระดับกลาง พูดได้แต่ช้า | ความเร็วในการตอบ คลังสำนวน | มีผลน้อยมาก |
| ระดับสูง ใช้ในงานจริง | ความแม่นยำ น้ำเสียงและนัย | มีผลตามสถานการณ์ |
| สายที่ "เสียง" คือสินค้า เช่น สื่อ ล่าม | ความละเอียดเชิงสัทศาสตร์ | มีผลมาก ต้องฝึกแยกต่างหาก |
ในช่วงต้นถึงกลาง สิ่งที่ตัดสินความก้าวหน้าไม่ใช่สำเนียง แต่คือ จำนวนชั่วโมงที่ปากได้ขยับ และจำนวนครั้งที่มีคนแก้ให้ทันที นี่คือเหตุผลที่ตารางเรียนซึ่งอัดคาบตัวต่อตัวเกือบทั้งวันถึงได้ผล และเป็นหลักการเดียวกับที่อธิบายไว้ในข้อจำกัดของการเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์ ส่วนใครที่กำลังคำนวณงบก่อนตัดสินใจ ลองดูสรุปค่าใช้จ่ายของการไปเรียนที่คลาร์กประกอบ
ถ้าการออกเสียงสำคัญกับคุณจริง ๆ ให้ทำแบบนี้
ถ้าเป้าหมายของคุณไม่ได้หยุดแค่ "ฟังรู้เรื่องและพูดให้เขาเข้าใจ" แต่ต้องการ เสียงที่ใกล้เจ้าของภาษา นั่นไม่ใช่คำถามว่าฟิลิปปินส์หรือไม่ฟิลิปปินส์ แต่เป็น คำถามเรื่องการออกแบบตารางเรียน ซึ่งแก้ได้ด้วยสามข้อนี้
1. แทรกคาบกับครูเจ้าของภาษา (อเมริกัน อังกฤษ ฯลฯ) เข้าไปบางส่วน — ใช้คาบเจ้าของภาษาจับเรื่องเสียงและทำนองเสียง ใช้คาบตัวต่อตัวอัดปริมาณการพูด เป็นโครงสร้างสองขา
2. ใส่วิชาออกเสียง (Pronunciation) ลงในตารางหลัก — บางสถาบันเปิดเป็นวิชาเลือกให้เพิ่มได้
3. ใช้การอัดเสียงเป็นเครื่องมือ — อัดเสียงตัวเองแล้วนั่งฟังพร้อมครู เป็นวิธีที่เร่งการแก้จุดผิดได้เร็วที่สุดวิธีหนึ่ง
สามคำถามที่ต้องถามสถาบัน
สามข้อนี้ดูจากโบรชัวร์ไม่มีทางรู้ แต่ถามปุ๊บรู้ปั๊บ
1. เกณฑ์การรับครูและการอบรมครูเป็นอย่างไร — ตอนคัดเข้ามีการทดสอบการออกเสียงไหม เข้ามาแล้วมีการเทรนต่อหรือเปล่า
2. ขอเพิ่มคาบครูเจ้าของภาษาได้ไหม เพิ่มได้สูงสุดกี่คาบ — แต่ละสถาบันมีครูเจ้าของภาษาไม่เท่ากันและจัดตารางคนละแบบ
3. มีวิชาออกเสียงในหลักสูตรปกติหรือไม่ — ถ้ามี สัปดาห์ละกี่คาบ ถ้าไม่มี ทางเลือกทดแทนคืออะไร
สถาบันที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลจะมีเกณฑ์ภายในของตัวเองสำหรับการรับและดูแลครู ส่วนวิธีตรวจสอบว่าโรงเรียนนั้นได้รับอนุญาตจริงหรือไม่ อ่านได้ที่การเช็ก SSP และใบอนุญาตของโรงเรียนในคลาร์ก
คำถามที่พบบ่อย
Q. ไปเรียนที่ฟิลิปปินส์แล้วจะติดสำเนียงกลับมาไหม?
การเรียนไม่กี่สัปดาห์ถึงไม่กี่เดือนไม่ทำให้สำเนียงของผู้พูดอีกภาษาย้ายมาอยู่กับเราทั้งก้อน สำเนียงก่อตัวจากการอยู่กับเสียงนั้นและเลียนแบบเป็นเวลานานมาก สิ่งที่ติดตัวกลับมาจริง ๆ ในช่วงนี้ไม่ใช่สำเนียง แต่คือ นิสัยการกล้าพูดและความมั่นใจ
Q. ถ้าไปคุยกับคนอเมริกันหรืออังกฤษแล้วฟังไม่ทันจะทำอย่างไร?
ความสามารถในการฟังเป็นเรื่องของ คลังคำศัพท์และการปรับตัวกับความเร็ว มากกว่าเรื่องสำเนียง ระหว่างคอร์สให้ฝึกหูควบคู่ไปกับซีรีส์และพอดแคสต์ แล้วแทรกคาบครูเจ้าของภาษาเข้าไปบ้าง ส่วนใหญ่ก็จบที่ตรงนั้น
Q. แปลว่าไม่ต้องแคร์เรื่องการออกเสียงเลยใช่ไหม?
ไม่ใช่ครับ แต่มันมีลำดับ พูดให้คนฟังเข้าใจ (ความชัดเจน) มาก่อน แล้ว พูดให้เหมือนเจ้าของภาษา (สำเนียง) ตามมาทีหลัง ถ้าอยู่ระดับต้น–กลางแล้วไปจับเรื่องสำเนียงตั้งแต่แรก ผลที่ได้คือพูดน้อยลง ซึ่งขาดทุนกว่า
Q. ครูแต่ละคนคุณภาพต่างกันมากไหม?
ความต่างระหว่างครูมีอยู่ในทุกสถาบันทั่วโลก ด้วยเหตุนี้สถาบันส่วนใหญ่จึงมี ระบบขอเปลี่ยนครู ก่อนสมัครควรถามให้ชัดว่าเปลี่ยนได้กี่ครั้งและต้องทำตามขั้นตอนใด
สรุปคือ สำเนียงไม่ใช่เกณฑ์ในการเลือกสถาบัน แต่เป็น ตัวแปรที่เอาไว้ออกแบบตารางเรียน เรื่องการจัดคาบครูเจ้าของภาษาและการเปิดวิชาออกเสียงนั้นแต่ละที่ไม่เหมือนกันเลย ลองเปรียบเทียบสถาบันทั้ง 8 แห่งในคลาร์ก–แองเจเลสที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาล แล้วยิงสามคำถามข้างบนใส่ไปตรง ๆ ได้เลย
