กลับไปที่บทความทั้งหมด

สัปดาห์แรก คุยอะไรกับครูให้ชัดตั้งแต่ต้น

สัปดาห์แรก คุยอะไรกับครูให้ชัดตั้งแต่ต้น
Photo: Judgefloro / Wikimedia Commons (Public domain)

คาบตัวต่อตัวคาบแรกมักเริ่มเหมือนกันเกือบทุกโรงเรียน ครูถามว่าอยากพัฒนาด้านไหน แล้วผู้เรียนจากไทยส่วนใหญ่ตอบว่า "อยากเก่งทุกอย่าง" หรือ "อยากพูดให้คล่อง" คำตอบนี้จริงใจ แต่ครูเอาไปทำอะไรต่อไม่ได้เลย ผลคือครูเลือกแผนกลาง ๆ ที่ปลอดภัยที่สุดให้ แล้วสัปดาห์แรกก็ผ่านไปกับการทำความรู้จักกันแทนที่จะเป็นการเรียน

สัปดาห์แรกมีมูลค่าสูงกว่าสัปดาห์อื่นเพราะเป็นช่วงเดียวที่ปรับทิศทางได้โดยไม่เสียอะไร ยิ่งปล่อยไปนาน การขอเปลี่ยนยิ่งดูเหมือนการต่อว่า บทความนี้จึงรวมสิ่งที่ควรตกลงให้จบตั้งแต่ต้น

ก่อนอื่นควรรู้ว่าใครสอนคุณอยู่ ผู้เรียนจำนวนมากเข้าใจว่าคอร์สที่ฟิลิปปินส์จะมีครูเจ้าของภาษาเข้าสอนสลับกับครูฟิลิปปินส์ ความจริงในโรงเรียนกลุ่ม CAESA คือ ครูที่สอนคุณในห้องเรียนคือครูชาวฟิลิปปินส์ ส่วนครูเจ้าของภาษาทำหน้าที่ฝึกอบรมและควบคุมคุณภาพครูฟิลิปปินส์ ไม่ได้เข้าสอนนักเรียนโดยตรง คนที่ปรับแผนการเรียนให้คุณได้จริงจึงคือครูประจำวิชาและฝ่ายวิชาการ ซึ่งเป็นคนที่คุณเจอทุกวันอยู่แล้ว

เรื่องที่ 1 ความเร็วในการพูดของครู

นี่คือเรื่องที่ผู้เรียนกลัวจะขอมากที่สุด เพราะรู้สึกว่าการขอให้พูดช้าลงเท่ากับยอมรับว่าตัวเองอ่อน แต่ในทางปฏิบัติมันตรงกันข้าม

ครูที่ยังไม่รู้จักคุณจะปรับความเร็วตามการตอบสนองของคุณ ถ้าคุณพยักหน้าตลอดทั้งที่ตามไม่ทัน ครูจะเข้าใจว่าเร็วเท่านี้พอดี แล้วจะใช้ความเร็วนั้นไปทั้งคอร์ส สิ่งที่ควรทำคือบอกตรง ๆ ตั้งแต่คาบแรกว่าช่วงนี้ยังตามไม่ทัน ขอให้พูดช้าลงในช่วงอธิบาย แต่ให้พูดความเร็วปกติในช่วงสนทนา เพราะสองช่วงนี้ต้องการคนละอย่าง

จุดสำคัญคือต้องขอแบบมีเงื่อนไข ไม่ใช่ขอให้ช้าลงทั้งคาบ ถ้าขอให้ช้าลงทั้งหมด คุณจะเคยชินกับความเร็วที่ไม่มีอยู่จริงนอกห้องเรียน

เรื่องที่ 2 หนังสือเรียนและสัดส่วนการใช้

หนังสือเรียนมีประโยชน์ตรงที่ให้โครงสร้าง แต่มีข้อเสียตรงที่กินเวลาพูดของคุณไปมาก ถ้าปล่อยไว้เฉย ๆ คาบตัวต่อตัวจำนวนไม่น้อยจะกลายเป็นการไล่อ่านหน้าตามลำดับ

สิ่งที่ควรตกลงคือ สัดส่วน ระหว่างการเดินตามหนังสือกับการพูดอิสระ ตัวเลขที่หลายคนใช้ได้ดีคือหนังสือประมาณครึ่งคาบ แล้วอีกครึ่งเป็นการพูดจากหัวข้อที่คุณเตรียมมาเอง ส่วนคาบไวยากรณ์อาจให้น้ำหนักหนังสือมากกว่านั้นได้ ทั้งนี้รูปแบบและความยืดหยุ่นต่างกันไปในแต่ละโรงเรียน ควรสอบถามฝ่ายวิชาการของโรงเรียนที่สมัครเพื่อยืนยันก่อน

อีกเรื่องที่ควรถามคือหนังสือเล่มนั้นออกแบบมาสำหรับกี่สัปดาห์ ถ้าเล่มนั้นออกแบบมาสำหรับ 12 สัปดาห์แต่คุณอยู่ 4 สัปดาห์ การเดินตามลำดับตั้งแต่หน้าแรกแทบไม่มีความหมาย ควรขอให้เลือกเฉพาะบทที่ตรงกับเป้าหมายของคุณแทน

เรื่องที่ 3 วิธีให้ฟีดแบ็ก

นี่คือเรื่องที่ส่งผลมากที่สุดแต่แทบไม่มีใครพูดถึงในคาบแรก ครูแต่ละคนมีสไตล์การแก้ไม่เหมือนกัน และสไตล์ที่เหมาะกับคุณขึ้นกับสิ่งที่คุณกำลังฝึก

แบบการแก้ครูทำอะไรเหมาะกับข้อเสีย
แก้ทันทีที่ผิดหยุดคุณแล้วแก้ตรงนั้นฝึกออกเสียง ฝึกไวยากรณ์เฉพาะจุดทำให้ความลื่นไหลขาด และทำให้กลัวการพูด
จดไว้แล้วแก้ท้ายคาบปล่อยให้พูดจบ แล้วรวบมาอธิบายฝึกความลื่นไหล ฝึกการเล่าเรื่องยาวลืมบริบทตอนที่พูดผิดไปแล้ว
แก้เฉพาะที่ทำให้เข้าใจผิดปล่อยข้อผิดเล็ก แก้เฉพาะที่ความหมายเพี้ยนฝึกพูดใช้งานจริง ฝึกประชุมข้อผิดเล็กที่ทำซ้ำอาจติดตัว
เขียนบันทึกส่งท้ายคาบสรุปเป็นลายลักษณ์อักษรให้คนที่อยากทบทวนย้อนหลังต้องมีวินัยกลับมาอ่านเอง

สิ่งที่ควรทำคือเลือกสองแบบมาผสมกัน แล้วบอกครูว่าคาบไหนใช้แบบไหน เช่นคาบสนทนาให้ใช้แบบจดไว้แล้วแก้ท้ายคาบ ส่วนคาบออกเสียงให้แก้ทันที ครูส่วนใหญ่ยินดีทำตามเพราะมันทำให้งานของเขาชัดขึ้นด้วย

เรื่องที่ 4 สิ่งที่คุณจะเอากลับไปทำเอง

คาบเรียนกินเวลาไม่กี่ชั่วโมงต่อวัน ที่เหลือคือเวลาของคุณ ถ้าไม่ตกลงกันไว้ ครูจะไม่รู้ว่าควรสั่งอะไรกลับไป และคุณจะใช้เวลาว่างไปกับการทบทวนแบบเดิม ๆ

ให้ขอสามอย่างจากครูในคาบสุดท้ายของแต่ละวัน คือหนึ่งประเด็นที่ควรทบทวนคืนนี้ หนึ่งสิ่งที่ควรลองใช้จริงพรุ่งนี้ และหนึ่งจุดที่ยังไม่ต้องกังวลตอนนี้ ข้อสุดท้ายสำคัญไม่แพ้สองข้อแรก เพราะการรู้ว่าอะไร ยัง ไม่ต้องแก้ ช่วยลดความกังวลลงมาก

วิธีจัดสรรเวลานอกคาบให้เป็นระบบ อ่านต่อได้ที่ ออกแบบตารางเรียนหนึ่งวันด้วยตัวเอง

พูดอย่างไรไม่ให้กลายเป็นการต่อว่า

ผู้เรียนไทยหลายคนเลี่ยงการขอเพราะกลัวเสียมารยาท ทางออกคือเปลี่ยนจากการพูดถึงตัวครู มาเป็นการพูดถึงเป้าหมายของตัวเอง

  • แทนที่จะบอกว่าครูพูดเร็วเกินไป ให้บอกว่าตัวเองยังจับใจความไม่ทันในช่วงอธิบาย
  • แทนที่จะบอกว่าไม่ชอบหนังสือเล่มนี้ ให้บอกว่าอยากได้เวลาพูดเพิ่มขึ้นเพราะเป้าหมายคือการประชุม
  • แทนที่จะบอกว่าครูแก้บ่อยเกินไป ให้บอกว่าเวลาถูกหยุดกลางประโยคแล้วลืมสิ่งที่จะพูดต่อ

โครงประโยคที่ใช้ได้เกือบทุกกรณีคือ บอกเป้าหมาย แล้วตามด้วยสิ่งที่อยากลองเปลี่ยน แล้วปิดท้ายด้วยการถามความเห็นครู ครูที่คลาร์กคุ้นเคยกับผู้เรียนหลายสัญชาติและรับคำขอแบบนี้เป็นเรื่องปกติ ไม่ต้องกังวลว่าจะเสียความสัมพันธ์

สัปดาห์แรกควรจบด้วยอะไร และถ้ายังไม่เข้ากัน

ถ้าครบเจ็ดวันแล้วคุณตอบสามข้อนี้ได้ แปลว่าสัปดาห์แรกทำงานสำเร็จ หนึ่ง รู้ว่าแต่ละคาบมีไว้ทำอะไร ไม่ใช่แค่รู้ชื่อวิชา แต่รู้ว่าคาบนี้ฝึกทักษะไหนและวัดผลด้วยอะไร สอง รู้ว่าจุดอ่อนอันดับหนึ่งของตัวเองคืออะไรในสายตาครู ซึ่งมักไม่ตรงกับที่ตัวเองคิด สาม มีสิ่งที่ต้องทำนอกคาบเป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่ "ทบทวน" ถ้ายังตอบไม่ได้ทั้งสามข้อ ให้ขอเวลาคุยกับครูสั้น ๆ ในวันจันทร์ของสัปดาห์ที่สอง

บางครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่วิธีสอน แต่อยู่ที่ความเข้ากัน โรงเรียนส่วนใหญ่มีขั้นตอนสำหรับขอเปลี่ยนครู แต่เงื่อนไข ระยะเวลา และจำนวนครั้งที่เปลี่ยนได้ต่างกันไป ควรถามขั้นตอนนี้ตั้งแต่วันปฐมนิเทศ ไม่ใช่ตอนที่มีปัญหาแล้ว และควรยืนยันกับโรงเรียนโดยตรงเพราะข้อมูลจากรีวิวมักไม่อัปเดต ก่อนจะไปถึงขั้นนั้น ให้ลองปรับสองสัปดาห์ก่อน เพราะครูจำนวนมากเปลี่ยนวิธีสอนได้ทันทีที่รู้ว่าคุณต้องการอะไร และการเปลี่ยนครูก็มีต้นทุนคือต้องเริ่มทำความรู้จักกันใหม่

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ถ้าภาษายังไม่พอจะขอสิ่งเหล่านี้ ควรทำอย่างไร

เขียนใส่กระดาษไปให้ครูอ่านได้เลย ไม่ใช่เรื่องน่าอาย ครูจะเข้าใจชัดกว่าการพยายามอธิบายด้วยคำพูดที่ยังไม่คล่อง และคุณจะได้ฝึกเขียนไปในตัว

ขอปรับหลายเรื่องพร้อมกันในคาบแรกเลยได้ไหม

ได้ แต่ให้เรียงลำดับความสำคัญไว้ก่อน แล้วเริ่มจากสองเรื่องแรก เพราะการขอทุกอย่างพร้อมกันมักทำให้ไม่มีอะไรถูกทำจริงสักอย่าง

ครูบอกว่าหลักสูตรกำหนดมาแบบนี้ ปรับไม่ได้ ต้องทำอย่างไร

ให้ยอมรับกรอบหลักสูตร แล้วขอปรับในส่วนที่ปรับได้ เช่นเลือกหัวข้อสนทนาเอง หรือขอเปลี่ยนวิธีให้ฟีดแบ็ก ถ้ายังติดขัด ให้คุยกับฝ่ายวิชาการซึ่งมีอำนาจตัดสินใจมากกว่า

ควรบอกครูไหมว่าไปเรียนเพื่ออะไร

ควรอย่างยิ่ง และควรบอกให้เจาะจงกว่าคำว่างานหรือเรียนต่อ เช่นบอกว่าต้องรายงานความคืบหน้าในประชุมออนไลน์ทุกสัปดาห์ ครูจะออกแบบบทสนทนาให้ตรงกว่ามาก วิธีตั้งเป้าหมายให้วัดผลได้อ่านต่อได้ที่ ตั้งเป้าหมายเรียนภาษา เป็นแผนรายสัปดาห์

สัปดาห์แรกที่คุยชัด ทำให้อีกหลายสัปดาห์ที่เหลือไม่ต้องเสียเวลาแก้ทิศทาง ดูโรงเรียนสมาชิก CAESA ทั้ง 8 แห่ง หรือ ติดต่อเรา เพื่อสอบถามรูปแบบคาบเรียนของแต่ละโรงเรียน

พบกับ 8 โรงเรียน →